Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

ACESCORES online

HOME

TOEFL

 - Written Expression

 - Structure

 - Reading Comprehension

GMAT

 - Verbal

   Sentence Correction

   Critical Reasoning

   Reading Comprehension

 - Quantitative

   Problem Solving

   Data Sufficiency

National Exams

 - Undergraduate Eng.

 - Graduate

   English

   GMAT

Grammar Review

Math Review

Jokes

จะเรียนต่อปริญญาโท (MBA) ที่ไหนดี?
        ตอนนี้มหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าเกือบจะทุกแห่งในประเทศไทยเปิดสอน MBA กันทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ มีให้เลือกจนไม่หวาดไม่ไหว พูดกันง่าย ๆ ว่าคนไหนอยากเรียก MBA ได้เรียนอย่างแน่นอน คราวนี้คงต้องมาศึกษาข้อมูลกันต่อว่าจะเลือก(สอบและ)เรียนที่ไหนดี ข้อมูลเบื้องต้นก่อนที่จะวางแผนกันต่อไปที่พอจะให้เพื่อนำไปพิจารณากันก็คงมีหลายเรื่อง เอาเป็นว่าเริ่มจาก
        1. ค่าใช้จ่าย ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ แต่ยอมรับอย่างไม่โต้แยงเลยก็คือว่า การเปิดสอนปริญญาโทในขณะนี้เป็นการหารายได้ให้กับมหาวิทยาลัย(และผู้สอนในที่สุด) ค่าใช้จ่ายจึงไม่เป็นแบบปริญญาตรี(หลักสูตรปกติในมหาวิทยาลัยของรัฐบาล)ที่ใช้เงินจากรัฐบาลส่วนใหญ่มาสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในหลักสูตรนี้จึงไม่ต่ำกว่า(หลาย)แสนบาท แต่โดยทั่่วไปคนที่เรียนต่อ MBA มักจะมีงานทำหรือมีกิจการเป็นของตัวเองปัจจัยข้อนี้ก็เลยไม่ค่อยเป็นที่หนักใจซักเท่าไหร่ แต่ในฐานะที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อนก็ยังอยากแนะนำว่า เรื่องนี้ก็ควรจะพิจารณาให้มากด้วย
         2. การแข่งขัน เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยต่างจากการสอบในปริญญาตรีซักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าการสอบเข้าปริญญาโทไม่ใช่เรื่องเอาเป็นเอาตายเท่ากับ entrance ปริญญาตรี เหตุการณ์ก็เลยไม่ค่อยเป็นที่สนใจของบุคคลภายนอกมากนัก  แต่ถ้าจะว่าไปการแข่งขันก็จะรุนแรงเพียงไม่กี่สถาบัน ที่ได้ยอมรับว่ายากที่สุดก็คงจะเป็นที่ธรรมศาสตร์ รองลงมาก็เป็นจุฬาฯแล้วก็ NIDA ตามลำดับ จริง ๆ แล้วที่ธรรมศาสตร์ภาคปกติ(แต่เรียนตอนเย็น) ก็เป็นหลักสูตรที่ถูกที่สุดในหลักสูตรทั้งหมดที่เรียนนอกเวลาราชการด้วย อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การแข่งขันที่นี่สูง (ความเห็นส่วนตัว)
         3. การเตรียมตัวสอบ การสอบปริญญาโทในบ้านเราเป็นแบบสูตรใครก็สูตรใคร การเตรียมสอบเข้าธรรมศาสตร์ อาจต้องใช้เนื้อหาที่แตกต่าง(อย่างน้อยก็บางส่วน)กับการสอบที่จุฬาฯหรือ NIDA ถึงแม้โดยรวม ๆ อาจจะพูดได้ว่าคล้่าย ๆ กัน แต่ขอบอกว่าถ้าจะเตรียมจริง ๆ แล้วละก็ต่างกันมากทีเดียว วิชาที่สอบคร่าว ๆ ก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ
         ธรรมศาสตร์
                 - ภาษาอังกฤษ (จัดสอบโดยสถาบันภาษาปีละ 4 ครั้ง ติดตามได้จากปฏิธินหรือลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
                 - GMAT (จริง ๆ เรียกว่าข้อสอบตามแนว GMAT เพราะว่าไม่ได้ตรงกับ GMAT ของต่างประเทศซะทีเดียว) เนื้อหาของข้อสอบก็แบ่งออกเป็น part ย่อย ๆ ได้อีก 3 part
                          1. Problem Solving
                          2. Data Sufficiency
                          3. การวิเคราะห์/การอ่านบทความ หรือการใช้เหตุผลทางภาษา

         จุฬาฯ
                  - ภาษาอังกฤษ (จัดสอบโดยสภาบันภาษาเช่นกัน แต่เป็นสถาบันภาษา จุฬาฯนะ หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
                  - GMAT คล้าย ๆ กับของธรรมศาสตร์แต่เพิ่มอีก 1 section คือการอ่านตาราง/กราฟ ส่วนในตอนที่สามก็จะทดสอบความรู้ทั่วไปด้วย (คล้าย ๆ กับ ของ NIDA ที่จะพูดต่อไป)

         NIDA
                  - ภาษาอังกฤษ (ดูข้อมูลที่ NIDA)
                  - GMAT คล้าย ๆ กับของธรรมศาสตร์ แต่ในส่วนที่ 3 จะทดสอบความรู้ทั่วไปด้วย (ต้องติดตามข่าวคราวความรู้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ)
          4. ประสบการณ์ในการทำงาน ข้อจำกัดนี้หลีกเลี่ยงยาก เป็นต้นว่าหลักสูตร Y-executive ก็บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ในการทำงานหลังจบปริญญาตรีอย่างน้อย 3 ปี ส่วน X-MBA ก็ต้องมีประสบการณ์มากกว่านั้น แต่ละแห่งก็จะกำหนดไม่เหมือนกัน

          พอเก็บข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ได้แล้วก็วางแผนได้แล้วว่าจะเรียนต่อที่ไหนดี แล้วคราวนี้ก็มาเตรียมตัวสอบให้ถูกเรื่องกันต่อไป


Acescores Online

Last updated: Aug 11, 2001